วัดโพธิสมภรณ์

ความเป็นมา

สถานที่ตั้งวัด

วัด โพธิสมภรณ์ ตั้งอยู่ถนนเพาะนิยม เลขที่ 22 ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี อยู่ทางทิศตะวันตกของหนองประจักษ์ มีเนื้อที่ 40 ไร่

ความเป็นมา

วัด โพธิสมภรณ์เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2449 ตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งรัตนโกสินทร์ โดยมหาอำมาตย์ตรี พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้พิจารณาเห็นว่าในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี มีเพียงวัดมัชฌิมาวาส วัดเดียวเท่านั้น สมควรที่จะสร้างวัดขึ้นอีกสักวัดหนึ่ง จึงได้ไปสำรวจดูสถานที่ทางด้านทิศใต้ของ “หนองนาเกลือ” ซึ่งเป็นหนองน้ำกว้างใหญ่ อุดมไปด้วยเกลือสินเธาว์ มีปลาและจระเข้ชุกชุม (ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น “หนองประจักษ์” เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี) เห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะสมควรแก่การสร้างวัดได้เพราะเป็นที่ราบป่าละเมาะ เงียบสงบดี ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนักและอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

เมื่อ ตกลงใจเลือกสถานที่ได้แล้ว ก็ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้ง ถากถางป่าจนพควรแก่การปลูกกุฏิ ศาลาโรงธรรม สำหรับใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญ และเป็นที่ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาประจำปีของหน่วยราชการ ใช้เวลาสร้างอยู่ประมาณ 1 ปี ในระยะแรกชาวบ้านเรียกว่า “วัดใหม่”เพราะ แต่เดิมมีเพียงวัดมัชฌิมาวาส ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “วัดเก่า” ด้วยพบร่องรอยเป็นวัดร้างมาก่อน มีเจดีย์ศิลาแลงเก่าแก่และพระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก และได้กราบอาราธนา พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) เจ้าคณะเมืองอุดรธานี จากวัดมัชฌิมาวาสมาเป็นเจ้าอาวาสวัด

ตั้งชื่อ

พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) ได้นำความขึ้นกราบทูลขอชื่อต่อ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ กรุงเทพฯ ได้ทรงประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” เพื่อให้เป็นอนุสรณ์แด่ พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) ผู้สร้างวัดนี้

ร่วมใจพัฒนา

ประมาณ 3 ปีต่อมา พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร กับท่านเจ้าอาวาสก็ได้เริ่มสร้างโบสถ์ไม้ขึ้น พอเป็นที่อาศัยทำอุโบสถสังฆกรรม ครั้นต่อมา ก็ได้เริ่มสร้างโบสถ์ก่อด้วยอิฐถือปูน โดยใช้ผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นแรงงาน โดยพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรเป็นช่างผู้ควบคุมการก่อสร้างเอง แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ท่านก็ได้ถึงแก่อิจกรรมเสียก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2455

สำหรับ พระครูธรรมวินยานุยุต ท่านมาอยู่ให้เป็นครั้งคราวบางปีก็มาจำพรรษาเพื่อฉลองศรัทธาของพระยาศรี สุริยราชวรานุวัตรบ้าง มีพระรูปอื่นมาจำพรรษาแทนบ้าง ต่อมาเมื่อท่านชราภาพมากแล้วคณะศิษย์และลูกหลานทางเมืองหนองคาย เห็นพ้องกันว่า ควรอาราธนาท่านไปอยู่จำพรรษาที่วัดศรีเมือง จังหวัดหนองคาย เพื่อสะดวกในการปรนนิบัติ และได้มรณภาพ ณ ที่นั้น

เสาะหาผู้นำ

ในปี พ.ศ. 2465 มหาเสวกโท พระยาราชนุกูลวิบูลยภักดี (อวบ เปาโรหิตย์) ขึ้นดำรงตำแหน่งอุปราชมณฑลภาคอีสาน และเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดรธานีด้วย (ต่อมาได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยามุขมนตรี ศรีสมุหพระนครบาล) ได้มาเสริมสร้างวัดโพธิสมภรณ์ต่อ โดยขอขยายอาณาเขตให้กว้างออกไป ตลอดถึงก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มเติมอีกหลายหลัง พร้อมกับสร้างพระอุโบสถต่อจนแล้วเสร็จ และจัดการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาให้เป็นหลักฐาน ทั้งเห็นว่าภายในเขตเทศบาลของจังหวัดนี้ ยังไม่มีวัดธรรมยุตติกนิกายสักวัด สมควรจะตั้งวัดนี้ให้เป็นวัดของคณะธรรมยุตโดยแท้

เมื่อกิจการพระศาสนา ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นโดยลำดับเช่นนี้ แต่ว่ายังขาดพระภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส เจ้าพระยามุขมนตรีฯ จึงได้ปรึกษาหารือกับพระเทพเมธี (ติสฺโส อ้วน) เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี โดยมีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมควรจัดพระเปรียญเป็นเจ้าอาวาส วัดโพธิสมภรณ์ เพื่อจะได้บริหารกิจการพระศาสนา ฝ่ายปริยัติธรรมและฝ่ายวิปัสสนาธุระ ให้กว้างขว้างยิ่งขึ้น ดังนั้น เจ้าพระยามุขมนตรีฯ จึงนำความคิดเห็นกราบเรียนต่อพระศาสนโสภณ เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ ก่อน แล้วจึงนำความขึ้นกราบทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธฯ ขอพระเปรียญ 1 รูป จากวัดเทพศิรินทรฯ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์สืบไป สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ จึงทรงรับสั่ให้เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เลือกเฟ้นพระเปรียญ ก็ได้พระครูสังฆวุฒิกร(จูม พันธุโล) ป.ธ. 3 น.ธ.โท ฐานานุกรมของท่าน ซึ่งได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในสำนักวัดเทพศิรินทรฯ เป็นเวลาถึง 15 ปี ว่าเป็นผู้เหมาะสมทั้งยังเป็นที่ชอบใจของเจ้าพระยามุขมนตรีฯ อีกด้วย เพราะท่านเคยเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงอยู่ก่อนแล้ว พระครูสังฆวุฒิกร (จูม พันธุโล) จึงได้ย้ายจากวัดเทพศิรินทรฯ กรุงเทพฯ ไปเป็นเจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ ตั้งแต่ปีกุน พ.ศ. 2466 วัดโพธิสมภรณ์ จึงเป็นวัดของคณะธรรมยุตตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

หลักธรรมเจดีย์

วัดโพธิสมภรณ์ ในระยะนั้นยังมีสภาพเป็นป่าละเมาะอยู่มีเสนาสนะชั่วคราวพอคุ้มแดดคุ้มฝน บริเวณโดยรอบก็ยังเป็นป่า ไม่ค่อยมีบ้านเรือน เงียบสงบ อาหารบิณฑบาตตามมีตามได้ น้ำใช้ก็ได้ จากบ่อบาดาลในวัด ซึ่งพระเณรช่วยกันตักหาบมาใส่ตุ่มใส่โอ่ง พระเณรระยะแรก ยังมีน้อย ทั้งอัตคัดกันดารในปัจจยสี่ แต่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะบริหารกิจการพระศาสนาให้เจริญก้าวหน้า พระครูสังฆวุฒิกร (จูม พนฺธุโล) ได้ทุ่มเทพัฒนาวัดในทุก ๆ ด้าน ส่วนที่เป็นศาสนวัตถุนั้น ท่านได้บูรณะซ่อมแซมและสร้างเสริมเพิ่มเติมให้มั่นคงถาวร อาทิเช่น กุฏิก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น 3 หลัง กุฏิไม้ ชั้นเดียว 17 หลัง ศาลาการเปรียญไม้ ชั้นเดียว 1 หลัง โรงเรียนพระปริยัติธรรม 1 หลัง โรงเรียนภาษาไทย 1 หลัง โดยแต่ละหลังสูง 2 ชั้น ผนังก่ออิฐถือปูน พื้นไม้ตะเคียนทอง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา สิ้นเงินหลังละประมาณ 20,000 บาท

สำหรับพระอุโบสถ ได้ก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยพระยามุขมนตรีฯ (อวบ เปาโรหิตย์) เป็นผู้อุปถัมภ์มีความกว้าง 12.47 เมตร ยาว 27.85 เมตร สูงจากพื้นถึงอกไก่ 22.30 เมตร มีเสาอยู่ภายใน 16 ต้น ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ไม่มีมุขหน้า มุขหลัง ผนังก่อ อิฐถือปูนหนา 75 ซ.ม. โครงหลังคาใช้ไม้เนื้อแข็งทั้งหมด มุงด้วยกระเบื้องดินเผา พื้นปูด้วยกระเบื้องดินเผา สิ้นเงินค่าก่อสร้าง 30,000 บาท

ส่วนที่ เป็นศาสนทายาทนั้น ท่านได้เอาใจใส่ทั้งฝ่ายปริยัติและปฏิบัติ โดยได้จัดบริหารการศึกษาพระปริยัติธรรม ได้แก่ นักธรรมชั้นตรี,โท,เอก และแผนกบาลีไวยากรณ์ (ตั้งแต่เปรียญ 3 ประโยค ถึงเปรียญ 5 ประโยค ซึ่งมีพระภิกษุสามเณรจากจังหวัดต่าง ๆ ในมณฑลอุดรธานีมาศึกษาเล่าเรียนอยู่ในวัดโพธิสมภรณ์ และสอบไล่ในสนามหลวงได้เป็นจำนวนมาก นับเป็นสำนักเรียนที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมยกย่อง ในฝ่ายวิปัสสนาธุระ ได้จัดให้มีการอบรมกรรมฐานควบคู่กันไปด้วย เพื่อฝึกหัดขัดเกลาบ่มเพาะนิสัยพระเณร ให้มีความประพฤติเรียบร้อยดีงามตามพระธรรมวินัย

เมื่อวันที่ 6-9 เดือนมีนาคม พ.ศ. 2467 ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาวัดโพธิสมภรณ์ โดยมีพระศาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าคณะรองคณะธรรมยุต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพฯ เป็นประธานในการผูกพัทธสีมา ในวันที่ 6 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2467 มีพระเทพเมธี (อ้วน ติสฺโส) เจ้าคณะมณฑลอุบลราชธานี และพระมหาจูม พนฺธโล เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์ พร้อมด้วยพระสงฆ์ 52 รูป ร่วมในพิธีอยู่ด้วย
พ.ศ. 2497 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์(ม.ร.ว.ชื่น นภวงศ์) ทรงมีพระบัญชาให้ พระครูสิริสารสุธี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) ไปอยู่วัดโพธิสมภรณ์ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของพระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) เนื่องด้วยชราภาพมากแล้ว

ต่อมา พ.ศ. 2501-2505 พระธรรมเจดีย์ ได้ให้ช่างต่อเติมมุขหน้า มุขหลัง ของพระอุโบสถอีกด้านละ 6 เมตร จึงยาว 40 เมตร พอดี ตลอดถึงได้เปลี่ยนแปลงหลังคาเป็นสามลดสามชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา มีช่อฟ้าใบระกา โดยมอบหมายให้ พระสิริสารสุธีเป็นผู้ควบคุม นับเป็นพระอุโบสถที่สวยงามในภาคอีสานอีกหลังหนึ่ง

พ.ศ. 2505 พระธรรมเจดีย์ อาพาธด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดีและถึงแก่มรณภาพด้วยความสงบ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ณ โรงพยาบาลศิริราช คณะศิษยานุศิษย์ ได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์สร้างเมรุถาวร และศาลาบำเพ็ญกุศลศพ 2 หลัง ได้แก่ ศาลาประจง-จิตต์ และศาลาสามพระอาจารย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นที่พระราชทานเพลิงศพด้วย

จันทร์ศรีผ่องเพ็ญ

แต่เดิมนั้น พระสิริสารสุธี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) ไม่ได้คิดว่าจะได้มาอยู่วัดโพธิสมภรณ์เป็นเวลานาน ด้วยมาตามพระบัญชาของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ฯ เมื่อกลับไปเข้าเฝ้า สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ณ วัดบวรนิเวศ เพื่อกราบทูลขอกลับมาอยู่สำนักเดิม ด้วยมีความประสงค์จะศึกษาเล่าเรียนให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป พระองค์ทรงรับสั่งว่า ยังหาตัวแทนไม่ได้ ก็เลยต้องอยู่ต่อไปจนกระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ฯ สิ้นพระชนม์ก็ยังไม่ละความตั้งใจเดิม อยู่ต่อมา พระธรรมเจดีย์ก็มาถึงแก่มรณภาพลงอีก ท่านก็ได้ย้อนระลึกถึงพระคุณที่ได้รับความอุปถัมภ์บำรุง ด้วยเมตตาธรรมตลอดมา ทั้งจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ พระธรรมเจดีย์จตลอดบรรดาบูรพาจารย์ ทุกท่านทุกองค์ จึงได้ตั้งใจเสียสละ รับเอาภารธุระในกิจการพระศาสนาเพื่อสนองพระเดชพระคุณ ด้วยความยินดีเต็มความสามารถที่จะทำได้

ในเวลาต่อมา วัดโพธิสมภรณ์ ได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากยุคแรก ๆ เป็นอันมาก มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างดี ด้วยบรรดาศิษย์ยานุศิษย์ และสัทธิวิหาริกของพระธรรมเจดีย์ โดยเฉพาะบรรดาครูบาอาจารย์กรรมฐาน สายท่านระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ก็มีเป็นจำนวนมาก ต่างเจริญงอกงามเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาในฝ่ายคฤหัสถ์ก็เจริญก้าว หน้าในทางบ้านเมือง ตลอดถึงประชาชนต่างก็มีความตื่นตัวสนใจในพระศาสนา ก็ได้ช่วยกันทำนุบำรุงวัดโพธิสมภรณ์ ให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมา

พ.ศ. 2506 เป็นศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยมีนักเรียนตามโรงเรียนต่าง ๆ มาเรียน ตั้งแต่ชั้น ป.5 จนถึงมัธยมต้น เพื่ออบรมให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องลึกซึ้ง ยิ่งขึ้น

วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้วัดโพธิสมภรณ์เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2507 ให้พระราชเมธาจารย์(จันทร์ศรี จนฺททีโป ป.ธ.4) เป็นเจ้าอาวาสโพธิสมภรณ์
วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 สมเด็จพระสังฆราชฯทรงประทานพัด, ย่าม, ใบยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง
พ.ศ. 2517 ได้ตั้งศูนย์ศึกษาบาลีอีสาน (ธรรมยุต) ที่วัดโพธิสมภณ์ โดยความเห็นพ้องต้องกันของพระสังฆาธิการทุกระดับในภาค 8-9-10-11 เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้
พ.ศ. 2544 ได้ตั้งศูนย์พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม จังหวัดอุดรธานี
วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2538 สมเด็จพระสังฆราชฯ ทรงประทานพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน 9 องค์ ให้กับพระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) เจ้าอาวาสวัดโพธิสมภรณ์
วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) วางศิลาฤกษ์ พระบรมธาตุธรรมเจดีย์ ไว้เป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่แผ่นดินไทย
วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุ แก่พระอุดมญาณโมลี(จันทร์ศรี จนฺททีโป) เพื่ออัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระบรมธาตุธรรมเจดีย์วัดโพธิสมภรณ์
วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2552 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นประธานงานฉลองสมโภช พระบรมธาตุธรรมเจดีย์ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ พระบรมธาตุธรรเจดีย์ วัดโพธิสมภรณ์

ลำดับเจ้าอาวาส

รูปที่ 1 พระครูธรรมวินยานุยุต (หนู) พ.ศ. 2450-2465
รูปที่ 2 พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล) พ.ศ. 2466-2505
รูปที่ 3 พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี จนฺททีโป) พ.ศ. 2505 – ปัจจุบัน

5 ปูชนียวัตถุที่สำคัญภายในวัดโพธิสมภรณ์

๑. “พระพุทธรัศมี”

"พระพุทธรัศมี" พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย อายุประมาณ ๖๐๐ ปี
“พระพุทธรัศมี” พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย อายุประมาณ ๖๐๐ ปี

๒. พระพุทธรูปศิลาแลง

พระพุทธรูปศิลาแลง ปางประธานพร สมัยลพบุรี อายุ ประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ประดิษฐานไว้ที่ซุ้มฝาผนังพระอุโบสถด้านหลัง
พระพุทธรูปศิลาแลง ปางประธานพร สมัยลพบุรี อายุ ประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ประดิษฐานไว้ที่ซุ้มฝาผนังพระอุโบสถด้านหลัง

๓. ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้หน่อมาจากรัฐบาลประเทศศรีลังกา ที่มอบแก่รัฐบาลไทย พ.ศ. ๒๔๙๓ นำมาปลูกไว้ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งได้หน่อมาจากรัฐบาลประเทศศรีลังกา ที่มอบแก่รัฐบาลไทย พ.ศ. ๒๔๙๓ นำมาปลูกไว้ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ

๔. รอยพระพุทธบาทจำลอง

รอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างด้วยศิลาแลง มีอายุ ๒๐๐ ปีเศษ ประดิษฐานไว้ในมณฑป ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ
รอยพระพุทธบาทจำลอง สร้างด้วยศิลาแลง มีอายุ ๒๐๐ ปีเศษ ประดิษฐานไว้ในมณฑป ด้านทิศเหนือพระอุโบสถ

๕. พระบรมธาตุธรรมเจดีย์

พระบรมธาตุธรรมเจดีย์ เป็นเจดีย์พิพิธภัณฑ์ ๓ ชั้น บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูป พระไตรปิฎก คติธรรมคำสอน อัฐิธาตุพระอรหันตสาวก และรูปเหมือนพระบูรพาจารย์ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘

7,362 total views, 8 views today

Facebook Comments