ไหว้พระ9วัด-อุดรธานี-สายที่2

ไหว้พระเก้า(9)วัด-อุดรธานี-สายที่2 ประกอบด้วย วัดโพธิสมภรณ์ , วัดมัชฌิมาวาส , วัดบ้านค้อ , วัดป่านาคูณ , วัดโพธิ์ชัยศรี , วัดพระพุทธบาทบัวบก , วัดนาหลวง , วัดป่านาคำน้อย และ วัดป่าภูก้อน.

1. วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง

_paragraph__106
วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง

วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ปลายรัชกาลที่ 5 โดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งสร้างวัด ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่ ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” ให้เป็นอนุสรณ์แก่พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรผู้สร้างวัดนี้ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานด้วย อ่านเพิ่มเติม…

2. วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง

2
วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง

วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง ก่อนจะมาเป็นวัดมัชฌิมาวาส วัดมัชฌิมาวาสเป็นวัดร้างมาก่อน ชื่อว่าวัดโนนหมากแข้งแต่หลักฐานที่พอให้ทราบได้ว่าเป็นวัดร้างนั้น ก็มีอยู่ 2 อย่าง คือเจดีย์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่โนน (เนิน) ประชาชนเล่าสืบกันมา ว่าเจดีย์นั้นได้ครอบ หรือ คร่อมตอหมากแข้งขนาดใหญ่ และมีพระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก (ปัจจุบัน คือ หลวงปู่นาค) อยู่ภายในเจดีย์ ปัจจุบัน พระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก ก็ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถ ให้ชาวอุดรฯและจังหวัดใกล้เคียงได้สักการะบูชา กันมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์คู่วัดมัชฌิมาวาสตลอดมา อ่านเพิ่มเติม…

3. วัดป่าบ้านค้อ

paragraph__101_185_115
วัดบ้านค้อ หรือวัดป่าบ้านค้อ

วัดบ้านค้อ หรือวัดป่าบ้านค้อ ตั้งอยู่บ้านค้อ ตำบลเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ได้ก่อตั้งขึ้นโดยการนำของ “พระอาจารย์ทูล ขิบปปญโญ” (ปัจจุบันมรณภาพแล้วเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2551 ) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2528 มีเนื้อที่ 410 ไร่ ปัจจุบันมีเสนาสนะและสาธารณูปโภคเท่าที่จำเป็นต่อการอยู่อาศัย ปฏิบัติธรรมสำหรับพระและฆราวาส มีเสนาสนะป่า เหมาะแก่การปลีกวิเวก ของผู้ใคร่ปฏิบัติธรรมในส่วนของการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและการบริการชุมชน จังหวัดอุดรธานี กำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำ จังหวัดอุดรธานี และได้เคยจัดให้มีการบรรพชาอุปสมบทอบรมกลุ่มปฏิบัติธรรมแก่ นักเรียนและประชาชนทั่วไป อีกทั้งยังมีฑราวาสทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้าพักรับอุบายธรรมภาคปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอ การเดินทางไปยังวัดป่าบ้านค้อ สามารถใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2 (อุดรธานี – หนองคาย) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 13 เลี้ยวซ้ายไปตามถนนหมายเลข 2021 (สายอุดร – บ้านผือ) อีก 20 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาเข้าวัดป่าบ้านค้ออีก 3 กิโลเมตร รวมระยะทางจากอุดรธานี ประมาณ 36 กิโลเมตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-4225-0730 โทรสาร 0-4225-0731

ภายในวัดประดิษฐานพระมหาธาตุเจดีย์ เฉลิมบารมีพระนวมินทร์ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ภายในพระมหาธาตุเจดีย์เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา แกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ชาดก และพุทธประวัติ วัดนี้เหมาะสำหรับผู้รักการปฏิบัติธรรม จังหวัดอุดรธานีกำหนดให้วัดป่าบ้านค้อเป็นศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติประจำจังหวัด มีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาปฏิบัติกันอยู่เสมอ นอกจากนี้บริเวณใกล้เคียงกับพระมหาธาตุเจดีย์ยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นกิ่งพันธุ์ที่ตอนกิ่งมาจากพรศรีมหาโพธิ์ ณ พุทธคยา ประเทศอินเดีย

วัดป่าบ้านค้อ เป็นวัดปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต เป็นวัดที่เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามแนวนโยบายของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเป็นวัดต้นแบบเข้าร่วมโครงการวัดวิถีพุทธเฉลิมพระเกียรติ เข้าวัดปฏิบัติธรรมบำเพ็ญกุศลในวันอาทิตย์
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.watpabankoh.com/

4. วัดป่านาคูณ

_1_207_185_115
วัดป่านาคูณ

วัดป่านาคูณ หมู่ 4 บ้านนาคูณ ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี 41160
หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่านาคูณ เป็นวัดปฏิบัติสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ลูกศิษย์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ผู้มีปฏิปทางดงามรูปหนึ่ง

การเดินทาง : จากจังหวัดอุดรธานี มุ่งหน้าไปทางจังหวัดหนองคาย เมื่อผ่านทางข้ามรถไฟ ให้เลี้ยวซ้ายไปบ้านค้อ อำเภอบ้านผือ เมื่อผ่านตลาดบ้านผือ ให้เลี้ยวขวาตรงไป ผ่านสี่แยกโรงพยายาบาลบ้านผือ จะมีป้ายบอกทาง อีกประมาณ๘ กิโลเมตรก็ถึงวัดป่านาคูณ

5. วัดโพธิ์ชัยศรี

M1
วัดโพธิ์ชัยศรี

วัดโพธิ์ชัยศรี ตั้งอยู่ที่บ้านแวง ตำบลบ้านผือ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ห่างจากอำเภอบ้านผือไปตามถนนสายอำเภอน้ำโสมประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นที่ตั้งวัด โพธิ์ชียศรี ซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาวอุดรธานีนามว่า “หลวงพ่อนาค” หลวงพ่อนาคเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกทำด้วยทองสำริดมีจารึกด้วยอักษรธรรมอีสานโบราณ ท่านผู้รู้ได้อ่านถ่ายถอดได้ความว่า “สร้างเมื่อ จ.ศ.170 แห่งพุทธกาล ปีจอ เดือน 3 ขึ้น 13 ค่ำ ยามกลองแลงหัวครูวงษา เป็น ผู้สร้าง” พระราชปรีชาญาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดหนองคายได้อธิบายความว่า จ.ศ.170 น่าจะตรงกับพุทธศักราช 1351 และคำว่า ยามกลองแลง หมายถึงฤกษ์เททอง

หลวงพ่อนาควัดโพธิ์ชัยศรี มีพุทธลักษณะสวยงาม พระพักตร์เปี่ยมด้วยความเมตตา มีคำเล่าลือสืบกันมาแต่โบราณว่า ภายในองค์พระประดิษฐานพระธาตุอรหันต์ตรงส่วนพระอุระ ชาวบ้านแวงและชาวอุดร ต่างเลื่อมใสศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อนาคว่า ได้ปกป้องคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข อ่านเพิ่มเติม…

6. วัดพระพุทธบาทบัวบก

dscf2582_resize-5
วัดพระพุทธบาทบัวบก

วัดพระพุทธบาทบัวบก ตั้งอยู่กลางเทือกเขาภูพระบาท บ้านติ้ว ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จากตัวอำเภอบ้านผือ เป็นถนนลาดยางระยะทางประมาณ ๑๖ กิโลเมตร เป็น ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่มีตำนานเล่าขานว่า ราวปี 2460 พระสงฆ์รูปหนึ่งได้เกิดนิมิตรอัศจรรย์เห็นพระบรมสารีริกธาตุสีขาวในอุโมงค์ ในพื้นที่วัดจึงชักชวนชาวบ้านรื้ออุโมงค์นั้นออก แล้วสร้างเจดีย์ครอบไว้แทนพระบรมสารีริกธาตุ มีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันน่าอัศจรรย์ทั้งก้อนหินธรรมชาติ สรรสร้าง ประหนึ่งศิลปินนำมาจัดวางเป็นงานศิลปะ อีกถ้ำพญานาคซึ่งเล่าขานแต่อดีตว่าทางเดินภายในสามารถทะลุไปถึงแม่น้ำโขง พุทธศาสนิกชนชาวไทย ลาว สองฝั่งโขงต่างเดินทางมาสักการะด้วยความเลื่อมใสศรัทธาสืบมาจนกาลปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทบัวบกยังเป็นสถานที่เงียบสงบเหมาะแก่การนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม หลบหนีความวุ่นวายจากสถานการณ์บ้านเมืองได้

พระพุทธบาทบัวบก ตั้งอยู่บริเวณทางแยกซ้ายมือก่อนถึงที่ทำการอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท สร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2463-2477 คำว่า “บัวบก” เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นตามป่า มีหัว และใบคล้ายใบบัว ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า ผักหนอก บัวบกนี้คงจะมีอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเรียกรอยพระพุทธบาทนี้ว่า “พระพุทธบาทบัวบก” หรือคำว่าบัวบกอาจจะมาจากคำว่า บ่บก ซึ่งหมายถึง ไม่แห้งแล้ง รอยพระพุทธบาทมีลักษณะเป็นแอ่งลึกประมาณ 60 เซนติเมตร ลงไปในพื้นหินยาว 1.93 เมตร กว้าง 90 เซนติเมตร เดิมมีการก่อมณฑปครอบรอยพระพุทธบาทไว้ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2465 พระอาจารย์ศรีทัตย์ สุวรรณมาโจ ได้รื้อมณฑปเก่าออกแล้วสร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ และยังสร้างรอยพระพุทธบาทจำลองวางทับรอยพระพุทธบาทเดิมไว้ ภายในพระธาตุเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตัวองค์เจดีย์เป็นทรงบัวเหลี่ยมคล้ายองค์พระธาตุพนม มีงานนมัสการพระพุทธบาทบัวบกในวันขึ้น 13-15 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี

_1_167_185_115
ประวัติความเป็นมา: ตามตำนานพระเจ้าเหยียบโลก กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาโปรดสัตว์ในที่ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับอยู่ที่ดอยนันทะดังฮี ในแคว้นหลวงพระบาง ได้ทรงทราบว่า นาคแถบฝั่งโขงมีความดุร้าย มักรบกวนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่เป็นประจำ เพื่อที่จะโปรดสัตว์ให้พ้นทุกข์ พระองค์จึงได้เสด็จไปยังถ้ำหนองบัวบาน และถ้ำบัวบก อันเป็นที่อาศัยของนาค 2 ตัว คือ กุทโธปาปนาค และมิลินทนาค พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมแก่กุทโธปาปนาค เมื่อกุทโธปาปนาคได้สดับพระธรรมเทศนา ก็บังเกิดความเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสก และถือพระไตรสรณาคมณ์เป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต

หลังจากนั้นกุทโธปาปนาคก็นึกถึงน้องชายคือมิลินทนาคว่า ควรจะได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์เช่นตน เพื่อจะได้ประพฤติตนในทางที่ถูกที่ควร จึงได้กราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรด เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาถึงถ้ำบัวบกอันเป็นที่อยู่ของมิลินทนาค มิลินทนาคก็แสดงฤทธิ์อำนาจเพื่อขัดขวาง และทำร้ายพระพุทธองค์ด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์ เข้าไปนมัสการพระพุทธองค์เพื่อขอขมา พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมิลินทนาค

เมื่อมิลินทนาคได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ก็สำนึกผิดในสิ่งที่ตนได้กระทำไปแล้ว และทูลขอบรรพชาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่เนื่องจากมิลินทนาคมิใช่มนุษย์ พระพุทธองค์จึงอุปสมบทให้ไม่ได้ เพราะผิดพระวินัย ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงประทานไตรสรณาคมณ์ ให้มิลินทนาคไว้เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึกและถือปฏิบัติต่อไป เป็นการเปลี่ยนวิถีชีวิต จากที่เคยเบียดเบียนทำร้ายสัตว์โลกมาเป็นช่วยเหลือเกื้อกูลสัตว์โลก ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

เมื่อมิลินทนาครับไตรสรณาคมณ์แล้ว จึงกราบทูลขอรอยพระบาทพระพุทธองค์ไว้เป็นที่สักการะบูชา พระพุทธองค์ทรงพิจารณาสถานที่แล้ว จึงได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ สถานที่นี้ แล้วจึงเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร พระพุทธบาทแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า พระพุทธบาทบัวบก ตามชื่อถ้ำบัวบกนี้มิลินทนาคอาศัยอยู่

อีกทั้ง ในบริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมี “ถ้ำพญานาค” ที่เชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพญานาคมิลินทนาค ซึ่งมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่อยู่ใต้ชะง่อนหิน และเชื่อกันว่าในถ้ำพญานาคนี้สามารถทะลุไปออกยังแม่น้ำโขงได้ ทั้งนี้ พุทธศาสนิกชนผู้ที่มาเยือนอุทยานภูพระบาทแห่งนี้ และได้มากราบรอยพระพุทธบาทแล้ว ก็อย่าลืมไปชมประติมากรรมหินซึ่งเป็นฝีมือของธรรมชาติ เช่น หอนางอุสา และถ้ำต่างๆ มากมาย

หลังจากนั้น พระพุทธบาทแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งมาเป็นระยะเวลานานกว่าสองพันปี อาจจะมีผู้บูรณะมาตามลำดับแต่ไม่ปรากฎหลักฐาน การบูรณะครั้งล่าสุดดังที่เห็นเป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการบูรณะเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2462 โดยมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งจากอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มีพระศรีทัตเป็นผู้นำ ได้ธุดงค์มาตามลำดับจนถึง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เพื่อค้นหารอยพระพุทธบาทตามตำนานดังกล่าวข้างต้น ชาวบ้านในแถบนั้นก็ให้ข้อมูลตามที่ทราบ ในที่สุดก็ได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ จากนั้นจึงได้ขอแรงชาวบ้านในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง สร้างพระเจดีย์ครอบรอยพระบาท ในการก่อสร้างต้องนำวัสดุมาจากที่ห่างไกล ทั้งจากประเทศไทยและจากประเทศลาว การคมนาคมก็ไม่สดวก ทำให้การก่อสร้างเป็นไปด้วยความยากลำบาก และใช้เวลามาก แต่ด้วยแรงศรัทธาและความตั้งใจแน่วแน่ การก่อสร้างก็แล้วเสร็จ โดยใช้เวลาถึง 14 ปี

 7. วัดนาหลวง

หลวงพ่อทองใบ ปภัสสโร
วัดนาหลวง หรือวัดภูย่าอู่

วัดนาหลวง หรือวัดภูย่าอู่ ตั้งอยู่ที่ บ้านนาหลวง หมู่ที่ 5 ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี เป็นวัดอบรมวิปัสสนากรรมฐานของจังหวัดอุดรธานีซึงหลังจากออกพรรษาแล้ว ก็จะมีหน่วยงานราฃการ องค์และกลุ่มต่างๆ รวมทั้งนักเรียนนิสิตนักศึกษา ที่สนใจในการปฎิบัติวิปัสสนากรรมฐานเข้ามาขอเข้ารับการอบรม เพื่อเรียนรู้และเข้าถึงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาตลอดจนการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความสงบสว่างในจิตใจเกิดความสุขสงบ มีสติสัมปชัญญะซึ่งหลวงปู่พระราชสิทธาจารย์ประธานสงฆ์ ให้เมตตาต่อผู้เข้ารับการอบรมและฝึกปฏิบัติ มีพระครูภาวนาธรรมาภินันทเป็นเจ้าอาวาส  โดยมีพระราชสิทธาจารย์ (หลวงพ่อทองใบ ปภัสสโร) พระสุปฏิปันโนอีกรูปหนึ่งเป็นประธานสงฆ์ และตลอดเวลาที่ เข้ารับการอบรม จะมีพระครู และพระพี่เลี้ยงค่อยให้คำแนะนำและเอาใจใส่ด้วยความเมตตา ปัจจุบันมีภิกษุอยู่จำพรรษา 111 รูป เณร 1 รูป

ความเป็นมาวัดนาหลวง
วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม)  ตั้งอยู่บนยอดเขาภูย่าใกล้หมู่บ้านนาหลวง  อยู่ในเขตตำบลคำด้วง  อำเภอบ้านผือ  จังหวัดอุดรธานี  ห่างจากตัวอำเภอบ้านผือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ  46  กิโลเมตร  ความเป็นมาเกี่ยวกับการตั้งวัดมีว่า  เมื่อปี พ.ศ. 2529  พระราชสิทธาจารย์  (หลวงพ่อทองใบ  ปภัสสโร)  เป็นพระสงฆ์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ปฏิบัติธรรมอย่างอุกฤษฏ์  มีความเข้าใจและซาบซึ้งในพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างยิ่ง  อยู่มาวันหนึ่งได้ทำความเพียรอย่างยอดยิ่งได้เข้าสมาบัติอยู่จนล่วงเข้า ปัจฉิมยาม (เวลาโดยประมาณ  03.00 น.) เมื่อออกจากสมาบัติได้นิมิตเห็นหมู่เทพธิดา 4 ตน  แต่งกายสวยงามสะอาดเรียบร้อยด้วยเสื้อสีขาว  ผ้าถุงสีน้ำเงิน  มือถือดอกฮวงสุ่ม (ดอกไม้ป่าเรียกชื่อและออกเสียงตามภาษาและสำเนียงท้องถิ่นอีสาน)  ในมโนทวาร  หลวงพ่อได้ทำความรู้สึกแผ่เมตตาสาราณียธาตุกว้างไกลโดยไม่มีประมาณ  หลังจากนั้นความรู้สึกกระแสจิตสามารถสื่อสารทำความเข้าใจกับเหล่าเทพธิดา ได้  และรับรู้ว่าเทพธิดาเหล่านั้นต้องการให้ท่านเดินทางไปบำเพ็ญเพียรสร้างพลัง ธรรมโปรดสรรพสัตว์ที่  ภูย่าอู่  ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกมีสัญลักษณ์สำคัญคือต้นไทรคู่  พระราชสิทธาจารย์  ตกลงใจว่าจะปฏิบัติตามคำขอร้องนั้นก่อนจากไปเทพธิดาตนหนึ่งได้กล่าวกับท่าน ว่า “จากนี้ไปอย่าไปเข้าถ้ำอีก”  พูดจบแล้วได้เอาดอกฮวงสุ่มปิดปากถ้ำไว้  ฝ่ายเทพธิดาตนที่เป็นหัวหน้าได้กล่าวกับท่าน  ด้วยถ้อยคำที่ไพเราะว่า “จงไปโปรดสัตว์เถิด”

ต่อมาหลวงพ่อ  จึงปรารถนาที่จะเผยแผ่ให้พุทธศาสนิกชนได้ซาบซึ้งในธรรมรสนั้น  ทั้งยังปรารถนาที่จะยังสันติธรรมให้เกิดมีแก่สังคมโลก  จึงออกแสวงหาที่สับปายะ  ในที่สุดได้ค้นพบภูย่าอู่  ต้นไทรคู่ตามนิมิต  ตรงจุดที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเรียกว่า “ถ้ำเกิ้ง”  อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำโสมนายูง  บ้านนาหลวง  ตำบลคำด้วง  อำเภอบ้านผือ  จังหวัดอุดรธานี  เมื่อพิจารณาสภาพทางภูมิศาสตร์เห็นว่าเป็นสถานที่เหมาะสมกับการที่จะบำเพ็ญ บารมีธรรมปฏิบัติธรรมให้เจริญในธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นไป  ทั้งยังเป็นสถานที่ที่เห็นเป็นชัยภูมิเหมาะที่จะก่อตั้งเป็นวัดถาวรต่อไปใน อนาคตจึงตัดสินใจเลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งวัดแต่นั้นมา

ต่อมาเมื่อวันที่  9  มกราคม  2529  โดยการนำของหลวงพ่อทองใบ  ปภัสสโร  พร้อมด้วยพระภิกษุอีก  5  รูป  สามเณร  2  รูป  ได้เลือกปักกลดใต้ร่มไทรคู่บนภูย่าอู่  มีศรัทธาสาธุชนชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงพร้อมทั้งโยมอุปัฏฐากได้ร่วมแรงร่วม ใจกันสร้างกุฏิชั่วคราวขื้นเพื่ออำนวยความสะดวกตามอัตภาพ

หลวงพ่อทองใบ  ปภัสสโร  เป็นพระภิกษุที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย  มีจริยวัตรงดงามสม่ำเสมอเหมาะสมแก่สมณสารูป  มีความแน่วแน่มุ่งมั่นเสียสละเผยแผ่เมตตาธรรมต่อมหาชนไม่มีประมาณ   ทำให้มีศิษย์เลื่อมใสศรัทธาเพิ่มมากขื้นอย่างกว้างขวาง  บุคคลเหล่านั้นได้ร่วมใจกันบริจาคทุนทรัพย์จัดสร้างเสนาสนะเครื่องอุปโภค บริโภคที่จำเป็นภายในวัดขึ้น  แต่สถานภาพยังคงเป็นสำนักปฏิบัติธรรม  แม้กระนั้นในแต่ละปีมีพระภิกษุเข้าอยู่จำพรรษากว่าร้อยรูป  ซึ่งล้วนมีความเคร่งครัดพากเพียรทั้งด้านสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน  หลวงพ่อทองใบ  ปภัสสโร  ได้ตั้งชื่อสำนักปฏิบัติธรรมแห่งนี้ว่า  วัดอภิญญาเทสิตธรรม  และเนื่องจากตั้งอยู่บนภูย่าอู่คนทั่วไปจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  วัดภูย่าอู่  เป็นชื่อที่ผู้คนทั่วไปเรียกกันติดปากเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อวันที่  16  มิถุนายน  2543  กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศแต่งตั้งให้เป็นวัดโดยสมบูรณ์ มีชื่อว่า “วัดนาหลวง”
ปัจจุบันสำนักงานเจ้าคณะจังหวัดอุดรธานี  ได้ประกาศแต่งตั้งวัดนาหลวง  ให้เป็นสำนักวิปัสสนาธุระประจำจังหวัดอุดรธานี  โดยมีพระครูประภัสสรสุทธิคุณเป็นเจ้าสำนัก  ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรมให้แก่พระสงฆ์  นักเรียน  นักศึกษา  และประชาชนในเขตจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงให้ได้รับประโยชน์ตน  ประโยชน์ผู้อื่น  และประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อเกื้อกูลการธำรงส่งเสริมสืบทอดคำสอนของพระสัมมา สัมพุทธเจ้าให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป  ประกาศ  ณ  วันที่  1  มกราคม  2544  เป็นต้นมา  ผลงานของวัดที่ดำเนินการมาได้สนองเจตนารมณ์ตามประกาศได้ผลเป็นอย่างดี  ทั้งนี้มีบุคคลสำคัญที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ  คือ  พระอธิการ  บุญทัน  อัคคธัมโม  ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส  พระมหาสำรี  ธัมมจาโร  เป็นรองเจ้าอาวาส  ภายใต้การอำนวยการเป็นประธานสงฆ์  คือ  พระราชสิทธาจารย์  หรืออดีตพระครูประภัสสรสุทธิคุณ

วัดนาหลวง (อภิญญาเทสิตธรรม)  ตั้งอยู่บนยอดเขาภูย่าอู่  ซึ่งเป็นภูเขาลูกหนึ่งในกลุ่มเทือกเขาภูพานอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าน้ำ โสมนายูง  อยู่ห่างจากตัวอำเภอบ้านผือไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ  46  กิโลเมตร  ห่างจากหมู่บ้านนาหลวงประมาณ  5  กิโลเมตร บริเวณที่ปลูกสร้างอาคารเสนาสนะต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในศาสนกิจและที่พำนักอาศัยของพระภิกษุสงฆ์  สามเณร  แม่ชี  ตลอดจนสถานที่ที่ใช้ในการอบรมพุทธศาสนิกชน  ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและต้องการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานถือศีลบำเพ็ญ ภาวนามีประมาณ  15  ไร่  สำนักงานป่าไม้จังหวัดอุดรธานี  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้ทางวัดช่วยดูแลป่าอุทยานแห่งชาติที่อยู่ ล้อมรอบมีเนื้อที่ทั้งหมดโดยประมาณ  25,000  ไร่  ทั้งนี้เพื่อเป็นการอาศัยบารมีหลวงพ่อทองใบ  ปภัสสโร  ประธานสงฆ์แห่งวัด  ช่วยป้องกันการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเป็นการอนุรักษ์ป่าไม้ต้นน้ำลำธารให้คง สภาพอุดมสมบูรณ์เสมอไป  ลักษณะของป่าไม้บนภูเขาแห่งนี้มีทั้งส่วนที่เป็นป่าเดิมและป่าใหม่ที่ปลูก ขึ้นทดแทนได้รับการดูแลรักษาอย่างดี  เป็นแบบอย่างในการรักษาระบบนิเวศสร้างความสมดุลให้ธรรมชาติ

อาณาเขตติดต่อของวัดนาหลวง
ทิศเหนือ        ติดต่อกับ    บ้านตาดน้ำพุ    อำเภอบ้านผือ     จังหวัดอุดรธานี
ทิศใต้        ติดต่อกับ    บ้านสระคลอง    อำเภอบ้านผือ     จังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันตก    ติดต่อกับ    บ้านสว่างปากราง    อำเภอนายูง     จังหวัดอุดรธานี
ทิศตะวันออก    ติดต่อกับ    บ้านนาหลวง    อำเภอบ้านผือ     จังหวัดอุดรธานี

อ่านเพิ่มเติม…

8. วัดป่านาคำน้อย

Inthawai
วัดนาคำน้อย หรือวัดป่านาคำน้อย

วัดนาคำน้อย (วัดป่านาคำน้อย)เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบ้านนาคำน้อย หมู่ 7 บ้านนาคำน้อย ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ.อุดรธานี เป็นวัดที่อยู่ในธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด มีสัตว์ป่ามากมาย บริเวณวัดเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมของ พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก เจ้าอาวาส ศิษย์เอกของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโณ วัดป่านาคำน้อย เป็นวัดป่าสายธรรมยุต แยกออกมาจากวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีญาติโยมผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีกำลังศรัทธามาร่วมทำบุญ โดยมีพระสายวัดป่าที่มีแนวทางปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาจำพรรษาเป็นจำนวนมาก ในถิ่นทุรกันดารการออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนเทือกเขา ลำบากมาก ปัจจุบันบริเวณภายในวัดมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด เหมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่ง …

9. วัดป่าภูก้อน

phukon
วัดป่าภูก้อน เกิดจากความดำริของพุทธบริษัท ผู้ตระหนักถึงคุณค่าอันยิ่งใหญ่ และความสำคัญของป่าไม้ธรรมชาติที่เหลือน้อยลงทุกวัน โดยมุ่งดำเนินตามรอยพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ต้นน้ำลำธาร ตลอดจนสัตว์ป่า และพรรณไม้นานาพันธุ์ เพื่อให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยคู่กับแผ่นดินไทย พร้อมทั้งเพื่อจรรโลงส่งเสริมพระบวรพุทธศาสนา ใฝเจริญมั่งคงคู่แผ่นดินไทยตราบชั่วกาลนาน

การก่อสร้างวัดป่าภูก้อนได้เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๗ โดยการริเริ่มของครอบครัวนายโอฬาร และนางปิยวรรณ วีรวรรณ และโดยการเมตตาอนุเคราะห์ให้คำแนะนำปรึกษาของพระเถราจารย์ฝ่ายวิปัสสนาธุระ ในภูมิภาคอิสานหลายองค์ ตลอดจนความร่วมมือร่วมใจของพุทธบริษัทหลายฝ่าย การก่อสร้างได้สำเร็จลุล่วงในเดือนมีนาคม ปี พ.ศ.๒๕๓๙ งบการก่อสร้างรวม ๗๑ ล้านบาท…

ประวัติเบื้องต้น

chali
พระอาจารย์ชาลี ถิรธมฺโม

พระครูจิตตภาวนาญาณ (ชาลี ถิรธมฺโม)
เจ้าอาวาสวัดป่าภูก้อน เจ้าคณะอำเภอนายูง (ธ)

พระอาจารย์ชาลี ถิรธมฺโม เกิดวันที่ ๒๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๘ ตรงกับวันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนแปด ปีระกา ที่บ้านบก ตำบลหนองนกไข่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี
บรรพชาอุปสมบท บรรพชาที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา บ้านเจริญศิลป์ จังหวัดสกลนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ และ ต่อมาได้อุปสมบท ที่วัดศิริราษฎร์วัฒนา จังหวัดสกลนคร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มีพระอาจารย์คำมี สุวรรณศิริ เป็นพระอุปัชฌาย์
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้รับนิมนต์มาอยู่ช่วยสร้างวัดป่าภูก้อน ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าภูก้อน เป็นอุปัชฌาย์ และ เป็นเจ้าคณะอำเภอนายูง(ธ)
๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูจิตตภาวนาญาณ” …

ความเป็นมาของวัดป่าภูก้อน

ภูก้อนเป็นชื่อภูเขาลูกหนึ่งอยู่ในท้องที่บ้านนาคำ ตำบลบ้านก้อง กิ่งอำเภอนกยูง อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี เป็นภูเขาใหญ่ สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ ๘๓๐ เมตร สูงกว่าภูเขาลูกอื่น ๆ ในแถบนั้น มีภูเขาลูกเล็ก ๆ ติดกันอยู่ โดยรอบบริเวณเป็นป่าไม้ที่สมบูรณ์ อากาศชุ่มชื้นมีหมอกปกคลุม เป็นต้นน้ำลำธารที่มีน้ำไหลตลอดปี เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ได้แก่ หมูป่า หมี เก้ง กระจง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี กระรอก กระแต และงูเหลือม

บริเวณภูก้อนปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีว่าเป็นสถานที่ซึ่งมีคนเคยอยู่อาศัยมาก่อน มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เจ้าเมืองโสม ได้พาไพร่พล ขนสมบัติหลบหนีข้าศึก นำสมบัตมาซุกซ่อนไว้ตามถ้ำในเทือกเขาภูก้อน ปรากฏชื่อเขาลูกหนึ่งในบริเวณนี้ว่า ภูเจ้าเมือง
ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงนับถือว่าภูก้อนเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ในเทศกาลสงกรานต์ชาวบ้านจะพากันขึ้นไปสรงน้ำพระพุทธรูปในถ้ำ แต่ปัจจุบันนี้ถ้ำปิดเข้าไม่ได้
ได้ปรากฏนิมิตว่า หลวงปู่ฝั้น อาจาโร มาแนะนำให้ไปธุดงค์ทางภาคอิสานเป็นเวลา ๑๐ วัน ดังนั้นเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๒๗ คณะผู้ริเริ่มได้นิมนต์อาจารย์หนูสิน ฉันทสีโล ออกธุดงค์ที่จังหวัดสกลนคร แล้วมานมัสการหลวงปู่เทสก์ที่วัดหินหมากเป้ง อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย จากนั้นได้เดินทางต่อไปยังวัดป่านาคำน้อย อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี ที่มีอาจารย์อินถวาย สันตุสสโกเป็นเจ้าอาวาส ต่อมาได้ทราบว่าท่านกำลังดำเนินเรื่องขอสร้างวัดในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่ออนุรักษ์ต้นไม้จำนวนมากไว้ คณะผู้ริเริ่มก็รับไปดำเนินการจนได้รับอนุญาต ให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูง และป่าน้ำโสม เพื่อจัดตั้งวัดป่านาคำน้อย และปลูกสร้างสวนป่าอนุรักษ์ธรรมชาติ แล้วได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ให้ตั้งวัดจนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

ในปลายปี พ.ศ.๒๕๒๗ อาจารย์อินทร์ถวายได้นำมายังป่าภูก้อน ที่บ้านนาคำใหญ่ ตำบลบ้านก้อง ห่างจากวัดป่านาคำน้อย ประมาณ ๘ กิโลเมตร เป็นที่สัปปายะอย่างยิ่ง เคยมีพระธุดงค์มาพักวิเวกอยู่เสมอ เป็นที่ชอบใจของทุกฝ่าย จึงได้ลงมือสร้างวัดมีภิกษุสามเณรอยู่ประจำเรื่อยมา และได้อาราธนาอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม จากวัดถ้ำจันทร์ บ้านถ้ำจันทร์ ตำบลชมพุพร อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดหนองคาย ให้มาอยู่เป็นประธานผู้นำสร้างวัด โดยมีอาจารย์หนูสินเป็นผู้ประสานงาน

ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ ได้ดำเนินการขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จากกรมป่าไม้เพื่อสร้างวัดป่าภูก้อนในปี พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่านายูงและป่าน้ำโสม เพื่อสร้างวัดป่าภูก้อน ภายในพื้นที่ ๑๕ ไร่ (กว้าง ๑๒๐ เมตร ยาว ๒๐๐ เมตร) และต่อมาได้รับหนังสืออนุญาตให้สร้างวัดในปีเดียวกัน

ในปี พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูงและป่าน้ำโสม เพื่อจัดตั้งพุทธอุทยาน มีพื้นที่ ๑,๐๐๐ ไร่ (กว้าง ๑,๐๐๐ เมตร ยาว ๑,๖๒๕ เมตร) และได้ขนานนามว่า พุทธอุทยานมหารุกขปาริชาติภูก้อน

ในด้านเสนาสนะได้จัดสร้างศาลาเอนกประสงค์สองชั้น ชั้นบนใช้เป็นอุโบสถ ชั้นล่างใช้เป็นศาลาโรงฉัน และศาลาการเปรียญ กุฏิสำหรับภิกษุสามเณร ๔๕ หลัง เรือนครัว เรือนพักฆราวาส ๗ หลัง
ในปี พ.ศ.๒๕๓๒ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในเขตกว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร และได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมา (ขอดสิม) เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๓
ทางวัดได้ร่วมกับกรมป่าไม้ช่วยกันดูแลรักษาป้องกันไฟป่า และการบุกรุกทำลายป่าล่าสัตว์ ทำให้วัดป่าภูก้อนเป็นที่สงบสับปายะวิเวก ควรแก่การบำเพ็ญภาวนากรรมฐาน
คณะผู้ศรัทธาได้ร่วมกันดำเนินการสร้างพระมหาเจดีย์ ณ ภูเจ้าเมือง การออกแบบใช้เวลาสองปี และได้มีการวางศิลาฤกษ์ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๕ การก่อสร้างเริ่ม เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖ ใช้เวลาก่อสร้างสามปีเศษ แล้วเสร็จในปี พ.ศ.๒๕๓๙ สิ้นค่าใช้จ่าย ๗๑ ล้านบาท ให้ชื่อว่า พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ โดยได้จองรูปแบบโดยรวมของสถาปัตยกรรมองค์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม องค์มหาเจดีย์เป็นทรงลังกา ประดับด้วยโมเสกแก้วทองคำสูง ๒๔ เมตร แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนกว้าง ๑๑ เมตร

ภายในองค์เจดีย์ตกแต่งด้วยหินอ่อน และหินแกรนิต ซุ้มพระและองค์เจดีย์ภายในเป็นลายปูนปั้นปิดทองประดับกระจก เพดานห้องโถงชั้นบนติดดาวไม้สักขนาดใหญ่ แกะสลักปิดทองฝังเพชร และพลอยรัสเซียหลากสีจำนวนกว่าแสนกะรัต

พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จัดขึ้นในปี พ.ศ.๒๕๓๘ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯ ได้ประทานพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่ออัญเชิญมาบรรจุพร้อมกับพระอรหันตธาตุ ซึ่งได้รับจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่หล้า เขมปัตโต
คณะผู้ศรัทธาได้ร่วมกันสร้างพระพุทธรัตนโกสินทร์ ด้วยทองคำบริสุทธิ์ ปางประทานพร หน้าตักห้านิ้ว แท่นอาสนะเป็นเงินบริสุทธิ์ สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘ แล้วอัญเชิญมาประดิษฐานในซุ้มวิมาน ภายในองค์พระมหาเจดีย์คู่กับพระสยามเทวาธิราชจำลองสององค์ ส่วนซุ้มพระอีก ๕ ซุ้มเป็นที่ประดิษฐานพระรูปและรูปหล่อสำริดของครูบาอาจารย์หกรูป ที่มีส่วนสำคัญในชีวิตของผู้จัดตั้งวัดป่าภูก้อน คือ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่ฝั้น อาจาโร หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี หลวงปู่ขาว อนาลโย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ฯ และหลวงปู่บัว ญาณสัมปันโน ฐานชั้นล่างกว้าง ๑๔ เมตร เป็นที่เก็บอัฐบริขาร และรูปภาพพระอาจารย์ที่ยังมีชีวิตอยู่สี่รูป ด้านหน้าองค์พระมหาเจดีย์เป็นซุ้มประดิษฐานพระร่วงรุ่งโรจน์ศรีบูรพา ปางห้ามญาติ สูง ๔.๕๐ เมตร

ราวบันไดทางขึ้นพระมหาเจดีย์ เป็นพญานาคทองสำริดเจ็ดเศียรหนึ่งคู่ ยาว ๑๐๐ เมตร กึ่งกลางเป็นศาลารายสองหลัง สำหรับจุดธูปเทียนสักการะพระมหาเจดีย์หนึ่งหลัง และสำหรับจารึกรายชื่อผู้บริจาค และเก็บอัฐิของผู้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างพระมหาเจดีย์อีกหนึ่งหลัง รอบองค์พระมหาเจดีย์เป็นระเบียงสามารถมองเห็นทัศนียภาพไปไกลถึงแม่น้ำโขง ใต้ฐานพระมหาเจดีย์เป็นกุฏิพระ และมีที่เก็บน้ำ

ลานหน้าพระมหาเจดีย์ มีพื้นที่ประมาณสามไร่ เป็นที่ตั้งของศาลาเรือนไทยสี่หลังใช้เป็นศาลาอำนวยการศาลาสงฆ์ และศาลาเอนกประสงค์
ด้วยเหตุที่องค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่ง หนึ่งของจังหวัดอุดรธานี และเป็นสมบัติของชาติ ทางจังหวัดอุดรธานีจึงได้นำถวายเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ทางวัดจึงได้อัญเชิญตราสัญลักษณ์ และรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประดิษฐานไว้ภายในองค์พระมหาเจดีย์

ปฐมเหตุในการสร้างพระพุทธรูปหินอ่อนขาว ปางปรินิพพาน วัดป่าภูก้อน
ขณะนี้วัดป่าภูก้อน จ.อุดรธานี กำลังดำเนินการก่อสร้าง พระพุทธรูปหินแกะสลักด้วยหินอ่อนไว้ท์คาร์ราร่า นำเข้าจากอิตาลี  ความยาว 20 เมตร มีพระมหาวิหาร กว้าง 39 เมตร ยาว 49 เมตร โดยมีท่านพระครูจิตตภาวนาญาณ (พระอาจารย์ชาลี ถิรธัมโม) เป็นเจ้าคณะอำเภอนายูง (ธ) ต.บ้านก้อง จ.อุดรธานี  เป็นเจ้าอาวาสปกครองคณะสงฆ์ และ เป็นหลักชัยที่ให้กำลังจิตใจในการรักษาป่า  ตั้งแต่เข้ามาขอสร้างวัดในถิ่นทุรกันดาร เป็นเวลา 23 ปี  ให้เครื่องอยู่อาศัยในปัจจัยสี่   ได้สร้างสถานศึกษาและให้ทุนการเรียน  ธรรมคำสอนในการดำเนินชีวิตกับชาวบ้านทุกหมู่เหล่าจนถึงทุกวันนี้

องค์ ท่านและคณะสงฆ์ พร้อมด้วยอุบาสกอุบาสิกาได้จัดตั้งโครงการให้บริหารดำเนินการ โดยได้จัดสถานที่บนยอดเขาลูกหนึ่ง   เป็นลานกว้างขวางชื่อว่า “ลานอาสนะพุทธะ”   มีทัศนียภาพเป็นทิวเขาและทะเลต้นไม้อันสวยงาม เหมาะสมที่จะเป็นที่ประดิษฐานเครื่องสักการะบูชาพระองค์นี้

ขอความศักดิ์สิทธิ์ในพระหฤทัยขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ที่มีพระเมตตากรุณาต่อสรรพสิ่งด้วยความบริสุทธิ์  โปรดประทานความเข้มแข็งให้คณะผู้ร่วมสร้าง ผู้อุทิศสร้าง  จงดำรงความตั้งมั่นให้เครื่องสักการะนี้แล้วเสร็จในเร็ววัน  เพื่อความสุขความเจริญแด่เหล่าข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย  จงทุกผู้ทุกนามเทอญพระปางปรินิพพานนี้ เป็นปางที่มีความบริสุทธิ์วิสุทธิคุณ สำหรับผู้ประพฤติปฎิบัติเพียรไปเพื่อการทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น เป็นปางที่อัศจรรย์ ท่านได้ให้ธรรมคำสอน จนสะอาดหมดจด หมดสิ้นแล้วไว้ในโลกนี้ และสิ้นสุดในการรับเครื่องสักการะทั้งปวง จบการทวงถามและร้องขอ พุทธลักษณะสงบเย็น ด้วยบรมสุข การได้มีจิตน้อมไปถึงความนิ่งแห่งพุทธสรีระ หินอ่อนสีขาว สง่างาม มีคุณลักษณะอ่อนช้อยงดงาม จะบังเกิดปณิธานที่เป็นมงคลยิ่ง แต่ผู้เข้ามาสักการะบูชาพระสัทธรรมอันประเสริฐ ประดุจเห็นองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงปรินิพพานอยู่ตรงหน้า เกิดความสลดสังเวชใจ แม้พระองค์จะเสด็จปรินิพพานไปนานแล้ว ยังทรงประทานความเมตตาอันวิสุทธิ์ ปัญญาอันวิสุทธิ์ ค้ำจุนโลกไว้เพื่อให้พุทธบริษัทสี่ เพียรไปให้เข้าถึงความบริสุทธิ์วิสุทธิคุณจนถึงทุกวันนี้ จิตจะสงบด้วยความระลึกสำนึก ซาบซึ้งในเมตตาธรรมอันร่มเย็นเป็นสมาธิโดยธรรม เป็นเครื่องน้อมรำลึกฝึกฝนตลอดกาลสมัยของตน

แผนที่ไหว้พระ9วัด จังหวัดอุดรธานี สายที่ 2 –  …

ขอแนะนำ ไหว้พระ9วัด จังหวัดอุดรธานี(สายที่1)
วัดโพธิสมภรณ์ ,วัดมัชฌิมาวาส ,วัดทิพยรัฐนิมิตร ,วัดป่าบ้านตาด ,วัดป่าหนองแซง ,วัดโนนสว่าง , วัดป่าภูผาแดง, วัดภูสังโฆ และวัดถ้ำสหาย. http://www.watphothisomphon.com/news/2016/waiphra9wat-udon-1/

35,724 total views, 5 views today

Facebook Comments
โพสที่เกี่ยวข้อง: