ไหว้พระ9วัด-อุดรธานี-สายที่1

สายที่1 :

วัดโพธิสมภรณ์ ,วัดมัชฌิมาวาส ,วัดทิพยรัฐนิมิตร ,วัดป่าบ้านตาด ,วัดป่าหนองแซง ,วัดโนนสว่าง , วัดป่าภูผาแดง, วัดภูสังโฆ และวัดถ้ำสหาย.

1. วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง

พระพุทธรูปศิลาแลง ปางประธานพร สมัยลพบุรี อายุ ประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ประดิษฐานไว้ที่ซุ้มฝาผนังพระอุโบสถด้านหลัง
พระพุทธรูปศิลาแลง ๑,๓๐๐ ปี

วัดโพธิสมภรณ์ พระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ตำบลหมากแข้ง เป็นวัดที่สร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ปลายรัชกาลที่ 5 โดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาศรีสุริยราชวรานุวัตร (โพธิ เนติโพธิ) สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้ชักชวนราษฎรในหมู่บ้านหมากแข้งสร้างวัด ซึ่งชาวบ้านนิยมเรียกว่า วัดใหม่ ต่อมา พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้ทรงประทานนามว่า “วัดโพธิสมภรณ์” ให้เป็นอนุสรณ์แก่พระยาศรีสุริยราชวรานุวัตรผู้สร้างวัดนี้ นอกจากนี้ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์บูรพาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานด้วย อ่านเพิ่มเติม…

 2. วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง

2
หลวงพ่อนาค วัดมัชฌิมาวาส

วัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง ก่อนจะมาเป็นวัดมัชฌิมาวาส วัดมัชฌิมาวาสเป็นวัดร้างมาก่อน ชื่อว่าวัดโนนหมากแข้งแต่หลักฐานที่พอให้ทราบได้ว่าเป็นวัดร้างนั้น ก็มีอยู่ 2 อย่าง คือเจดีย์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่โนน (เนิน) ประชาชนเล่าสืบกันมา ว่าเจดีย์นั้นได้ครอบ หรือ คร่อมตอหมากแข้งขนาดใหญ่ และมีพระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก (ปัจจุบัน คือ หลวงปู่นาค) อยู่ภายในเจดีย์ ปัจจุบัน พระพุทธรูปหินขาว ปางนาคปรก ก็ได้นำมาประดิษฐานไว้ที่หน้าพระอุโบสถ ให้ชาวอุดรฯและจังหวัดใกล้เคียงได้สักการะบูชา กันมาจนถึงทุกวันนี้ และกลายเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์คู่วัดมัชฌิมาวาสตลอดมา อ่านเพิ่มเติม…

3. วัดทิพยรัฐนิมิตร

img_7673_185_115
หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม

วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก ตั้งอยู่ถนนนเรศวร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

ประวัติวัดทิพยรัฐนิมิตร

คุ้มบ้านจิกซึ่งมีศาลเจ้าเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนี้ ต่อมาคุณแม่ทิพย์ภรรยาพันตำรวจโทพระยงค์พลพ่ายได้ร่วมกับ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญ ชักชวนชาวบ้านคุ้มบ้านจิกถวายที่ดินแห่งนี้ให้เป็นที่สำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ และสร้าง โบสถ์ (โบสถ์เก่า) อยู่ข้างหน้าศาลเจ้าจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้จัดฉลองและผูกพัทธสีมา ซึ่ง
ในขณะนั้นมีพระอาจารย์โชติเป็นเจ้าอาวาส และต่อมา พ.ศ.๒๔๘๑ พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นเจ้าอาวาส และในปีนี้ พระอาจารย์อุ่นได้เดินทาไปธุดงค์และชักชวนพระ ๓๐ รูป ซึ่งมีหลวงปู่ถิรรวมอยู่ด้วยจากอำเภอมุกดาหารมาอยู่ที่วัดบ้านจิก
ดังได้กล่าวมาแล้วทุกพรรษา

ขณะที่จำพรรษาที่วัดบ้านจิกนี้ หลวงปู่ถิรมักจะนิมิตเห็นตัวท่านเองนั่งอยู่ในโบสถ์ร้าง ซึ่งหลวงปู่ก็ ไม่ทราบว่าเป็นโบสถ์ไหน หลวงปู่จึงได้แต่คิดว่าทำไมผู้สร้างโบสถ์จึงไม่จัดงานฉลองโบสถ์ แต่ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๑ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญและคณะชาวบ้านขออนุญาตจัดงานฉลองและผูกพัทธสีมา หลวงปู่จึทราบว่าที่แท้จริงโบสถ์ร้างใน นิมิตตลอด ๙ ปีก็คือโบสถ์วัดบ้านจิกที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง

ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๙๘ คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดิน นับตั้งแต่ส่วน ที่เป็เตแนวรั้วเตี้ยๆ เก่าแก่ที่ทำด้วยอิฐดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ติดหนองน้ำขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนถึงห้วยหนองน้ำแฝด ด้านหลังห้วยน้ำแฝดจะเป็นป่าสำหรับรุกขมูลิกังคธุดงค์ อาณาบริเวณดังกล่าวนี้คือเขตวัดบ้านจิกใหม่ในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงปู่ได้สร้างศาลากลางน้ำขึ้น เมื่อสร้างจวนเสร็จปรากฏว่าเกิดนิมิตเห็นเป็นชายร่างใหญ่ผิวดำถือปืนเข้า มาจะยิงหลวงปู่ขณะนั่งภวานาอยู่ในกุฏิ แล้วชายคนนั้นถามหลวงปู่ว่า “ท่านกลัวไหม” หลวงปู่ตอบว่า “ไม่กลัว” เพราะชีวิตเราได้สละแล้วตั้งแต่ออกบวช ชายคนนั้นจึงยิงหลวงปู่ ปรากฏว่ากระสุนปืนเฉียดซี่โครงด้ายซ้ายไป แล้วชายคนนั้นก็ อัตรธานหายไป หลวปู่นั่งพิจารณาต่อจึงทราบว่าพรุ่งนี้ศาลากลางน้ำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะพังทลายลง มีเสียงถามขึ้นในใจว่า “เสียดายไหม” หลวงปู่ตอบว่า “ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ เพราะศาลาหลังนี้ไม่ใช่ศาลาเก่าแก่ แต่เป็นศาลาที่เราสร้างขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาทีหลังตัวเรา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ภายภาคหน้าถ้ามีบุญบารมีเพียงพอเราก็จะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้และจะสร้างให้ดีกว่าเดิม” วันรุ่งขึ้นบังเอิญเจ้าคุณพิศาล เจ้าคณะอำเภอหนองบัวลำภูในขณะนั้น ได้เดินทางมาเยี่ยมและเอ่ยปากกล่าวว่า ศาลาใหม่จนเสร็จแล้วน่ะ หลวงปู่จึงบอกว่า ในวันนี้ศาลาก็จะพังแล้ว คอยดูน่ะ ปรากฏว่าตอนบ่ายวันนั้นเอง มีเมฆดำขนาดใหญ่ลอยมาเหนือวัดและมีพายุพัดแรงมากจนศาลาลอยตัวขึ้นทั้งหลังแล้วถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ศาลาพังทลาย หลวงปู่เล่าว่า สาเหตุที่ศาลาลอยขึ้นทั้งหลังนั้นเนื่องจากหลังคาศาลาทำด้วยแผ่นกระเบื้องเรียงซ้อนกันถี่และหนัก เมื่อลมพายุพัดมา แผ่นกระเบื้องที่ถูกตรึงติดไว้ดีแล้วจึงไม่ปลิวหลุดเป็นแผ่นๆ แรงลมพายุที่อยู่ใต้หลังคาจึงสามารถดันให้ศาลาทั้งหลังลอยตัวขึ้นไปได้ เสมือนหนึ่งศาลาทั้งหลังถูกอุ้มลอยขึ้นไป เมื่อแรงลมอ่อนลงศาลาจึงถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นเสียหาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๖ หลวงปู่ก็สร้างโบสถ์ใหม่ที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถนี้อยู่จวนจะแล้วเสร็จ หลวงปู่ได้นิมิตเห็นอดีตสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาแล้วตรัสว่า จะขอเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธบาทรูปศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลในพระอุโบสถ เมื่อเสด็ยเข้าไปในตัวพระอุโบสถเพื่อชมพระพุทธรูป ปรากฏว่าทรงอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ หลวงปู่จึงอุ้มสมเด็จพระสังฆราชลอยขึ้นไปชมชั้นสองของพระอุโบสถ (ในนิมิตนั้นยังไม่มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสอง) หลวงปู่จึงตื่นจากนิมิต นิมิตนี้หมายความว่า เพราะบุญบารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่ปางก่อน จะเป็นสิ่งสนับสนุนให้สร้างอุโบสถได้สำเร็จ และมีความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบุญบารมีของผู้สร้าง

ภายในตัวอุโบสถชั้น ๒ ที่เป็นวิหารการเปรียญซึ่งเป็นที่ฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อก้าวพ้นประตูด้นตะวันออก
เข้าไปข้างในจะพบว่าข้างหน้ามีพระประธานขนาดใหญ่ สีทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามมาก
พระประธานภายในอุโบสถพระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการท่าน ผู้ที่มาสวดมนต์บำเพ็ญเพียรภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้ามักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือนหนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า-กลางวันจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตร และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งใจภาวนาจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในโบสถ์จะรู้สึกว่าเย็นชุ่มชื่นกว่าปกติ เนื่องจากแนวรอยต่อพื้นแต่ละชั้น หลวงปู่ได้ทำให้เป็นช่องว่างห่างกันประมาณ ๓๐ ซม. และมีคานรับน้ำหนักพื้นชั้นบนสูงประมาณ ๔๐ ซม. ห่างกันเป็นช่องๆ ซึ่งแต่ละช่องจะมีรูสำหรับให้น้ำไหลผ่านหมุนเวียนรอบโบสถ์ได้ และจะมีเครื่องดูดอากาศออก และดูดไอน้ำเข้าจากพื้นด้านในโบสถ์ เพื่อให้ไอน้ำกระจายในตัวโบสถ์ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่โดยแท้ ทั้งนี้เป็นเพราะพรสวรรค์และบุญบารมีที่หลวงปู่ได้สั่งสมมา ทำให้สามารถสร้างโบสถ์ที่ใหญ่สวยงามวิจิตรได้ทั้งๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์มาเลย รูปทรงโบสถ์ทั้งหมดเขียนแปลนออกมาจากนิมิตทั้งสิ้น ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ ที่หลวงปู่ได้เห็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาบอกว่า หลวงปู่จะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวง นับได้ว่าเป็นบุญตาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง  อ่านเพิ่มเติม…

 4. วัดป่าบ้านตาด

11-24
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด เริ่มก่อตั้งเมื่อปี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ให้ชื่อว่า วัดเกษรศีลคุณ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในนาม วัดป่าบ้านตาด  ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร โดยมีศรัทธาญาติโยมชาวบ้านตาดถวาย พื้นที่ในกำแพงล้อมรอบประมาณ ๑๖๓ ไร่ และบริเวณรอบกำแพงที่มีผู้ซื้อที่ถวายอีกหลายแปลง ตลอดทั้งทางวัดซื้อที่เพิ่ม อีกประมาณ ๑๔๐ ไร่ รวมประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม อันสงบเรียบง่าย ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ เป็นสถานที่พึ่งพิงของสัตว์น้อยใหญ่ ในเขตอภัยทานหลากชนิด อาทิ ไก่ป่า กระรอก กระแต กระต่าย เต่า แย้ นก ฯลฯ

ประวัติหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน
กำเนิด   ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน  ณ   บ้านตาด  อุดรธานี
วันเกิด   12  สิงหาคม  พ.ศ. 2456
นาม   บัว  โลหิดดี
พี่น้องทั้งหมด    16  คน
สมัยเด็ก   เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ
วัยหนุ่ม  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว  ขยันขันแข็ง  ทำงานอะไรทำจริง ๆ จัง ๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง
คู่ครอง  เดิมไม่เคยคิดจะบวช  เพราะอยากมีครอบครัว  แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป
เหตุที่บวช   เมื่ออายุครบ  20  ปี  พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง  ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา  ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด  ในครั้งสุดท้ายนี้  ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า  หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง  ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก  จึงตัดสินใจและยอมบวชตามประเพณี  เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่  โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่าจะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

วันบวช   12  พฤษภาคม  พ.ศ. 2477  ณ  วัดโยธานิมิตอุดรธานี
พระอุปัชฌาย์  ชื่อท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม   พันธุโล)  วัดโพธิสมภรณ์
เคารพพระวินัย   ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง  จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่อย่างเคร่งครัดในพรรษาแรก  ท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า  ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาตจะไม่ให้มีวันใดขาดเลย  และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้
เรียนปริยัติ   เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม  ตั้งแต่นวโกวาทพุทธประวัติ  ประวัติพระสาวกอรหันต์  ที่ท่านมาจากสกุลต่าง ๆ  ตั้งแต่พระราชา  เศรษฐี  พ่อค้า  จนถึงประชาชน  หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้วต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียรในป่าเขาอย่างจริงจัง  เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในป่า  เดี๋ยวองค์นี้สำเร็จในเขา  ในเงื้อมผา  ในที่สงบสงัด  ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา  อยากจะเป็นพระอรหันต์พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง
สงสัย   ช่วงเรียนปริยัติอยู่นี้  มีความลังเลสงสัยในใจว่า  หากท่านดำเนินและปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้น  จะบรรลุถึงจุดที่พระสาวกท่านบรรลุหรือไม่  และบัดนี้จะยังมีมรรคผลนิพพานอยู่เหมือนในครั้งพุทธกาลหรือไม่
ตั้งสัจจะ  ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นพระอรหันต์บ้าง  ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่าจะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ  3  ประโยคเท่านั้นส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร  จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว  จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด
เรียนจบ  ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก  และเปรียญ  3  ประโยค  ในปีที่ท่านบวชได้  7  พรรษา  ณ  วัดเจดีย์หลวง  จังหวัดเชียงใหม่  และสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต  ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน
ออกปฏิบัติ   เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว  แม้จะมีพระมหาเถระในกรุงเทพฯ  สนับสนุนให้ท่านเรียนต่อในชั้นสูง  ๆ  ขึ้นไปก็ตาม  แต่ด้วยท่านเป็นคนรักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต  ดังนั้นเมื่อมีโอกาส
ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่  และออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง  โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจัหวัดนครราชสีมา  แล้วเข้าจำพรรษาที่อำเภอจักราช  นับเป็นพรรษาที่  8  ของการบวช
พากเพียร   ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา  ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น  มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืนจนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม
มุ่งมั่น   แม้พระเถระผู้ใหญ่ท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่งให้กลับเข้าเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯ  อีก  แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว  ที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ภายในชาตินี้  ท่านจึงหาโอกาสปลีกตัวออกปฏิบัติได้อีกวาระหนึ่ง
จิตเสื่อม   จากนั้นท่านกลับไปบ้านเกิดของท่าน  เพื่อทำกลดไว้ใช้ในการออกวิเวกตามป่าเขา  จิตที่เคยสงบร่มเย็น  จึงกลับเริ่มเสื่อมลง  ๆ  เพราะเหตุที่ทำกลดคันนี้นี่เอง
เสาะหา..อาจารย์   เดือนพฤษภาคม  2485  เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต    เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี  ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า  ดินฟาอากาศแร่ธาตุต่าง ๆ เขาเป็นของเขาเอง  เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพานเขาไม่ได้เป็นกิเลส  กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ  หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว  จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม  ทั้งกิเลสในใจขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ
ปริยัติ..ไม่เพียงพอ  จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่าธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด  ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้  แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาเพราะอดจะเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้นมาเทียบเคียงไม่ได้  ในขณะที่ทำใจให้สงบและยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น  จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้
ดังนั้น  เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น  ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน  ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร  ธรรมที่เรียนมาทั้งหมดจะวิ่งเขามาประสานกันกับด้านปฏิบัติและกลมกลืนกันได้อย่างสนิท
โหมความเพียร  จากการได้ศึกษากับผู้รู้จริงได้รับอุบายต่าง ๆ มากมาย  และหักโหมความเพียรเต็มกำลัง  ชนิดนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งถึง  9  คืน  10  คืน  โดยเว้น  2  คืนบ้าง  3  คืนบ้าง  ทำให้ก้นของท่านระบบจนถึงกับแตกพอง  เลอะเปื้อนสบงเลยทีเดียว  แต่จิตใจที่เคยเสื่อมนั้นกลับเจริญขึ้น  ๆ  จนสามารถตั้งหลักได้
จริงจัง   ท่านถูกจริตกับการอดอาหาร  เพราะทำให้ท่านตัวเบาการภาวนาง่ายสะดวก  และจิตใจเจริญขึ้นได้ดี  จึงมักงดฉันอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน  คราวหนึ่งท่านออกวิเวกแถบป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่งชาวบ้านไม่เห็นท่านออกบิณฑบาตนานจนผิดสังเกต  ถึงขนาดหัวหน้าหมู่บ้านต้องตีเกราะเรียกประชุมกัน  ด้วยลือกันว่าไม่ใช่ท่านตายแล้วหรือก็เคยมี
นักรบธรรม  ท่านไม่เห็นแก่การกินการนอนมากไปกว่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม  ดังนั้นในช่วงบำเพ็ญเพียรสภาพร่างกายของท่านจึงเป็นที่น่าตกอกตกใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก  แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเองเห็นท่านซูบผอมจนผิดสังเกต  ชนิดหนังห่อกระดูก  ทั้งผิวก็ซีดเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน  ท่านถึงกับทักว่า “โฮทำไมเป็นอย่างนี้ละ”  แต่ด้วยเกรงว่าลูกศิษย์จะตกใจและเสียกำลังใจ  ท่านพระอาจารย์มั่นก็กลับพูดให้กำลังใจในทันทีนั้นว่า “มันต้องอย่างนี้ซิจึงเรียกว่านักรบ”   ท่านเคยเล่าถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกิเลส  เพื่อจะเอาแพ้เอาชนะกันว่า  “ถ้ากิเลสไม่ตาย  เราก็ต้องตาย  จะให้อยู่เป็นสองระหว่างกิเลสกับเรานั้นไม่ได้”
ปัญญาก้าวเดิน   ด้วยความมุ่งมั่นจริงจังดังกล่าว  ทำให้จิตใจของท่านได้หลักสมาธิแน่นหนามั่นคง  ท่านทรงภาวะนี้นานถึง  5  ปี   ไม่ขยับก้าวหน้าต่อ  ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อุบายอย่างหนักเพื่อให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญาทั้งทางอสุภะ  (ซากศพ)  กระทั่งถึง  อนิจจัง   ทุกขัง
อนัตตา  ทั้งส่วนหยาบ  ส่วนกลาง  และส่วนละเอียด  จนสามารถรู้เรื่องรู้ราว   ฆ่ากิเลสตัวนั้นได้  ตัดกิเลสตัวนี้ได้โดยลำดับ  ๆ  ในช่วงนี้  ท่านมีความเพลิดเพลินในความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส  ชนิดเดินจงกรมไม่รู้จักหยุด  ตั้งแต่เช้าหลังจังหันจนกระทั่งปัดกวาดในตอนบ่ายไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
สิ้น..อาจารย์   ท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณภาพลง  เมื่อ  10  พฤศจิกายน  2492  ณ  วัดป่าสุทธาวาส  จังหวัดสกลนคร  ยังความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านอย่างเต็มที่  ด้วยรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจแล้ว  จากนั้นท่านพยายามปลีกตัวจากหมู่เพื่อนอยู่ป่าเขาตามลำพัง  แต่มุ่งอยู่กับความเพียร
ตลอดสติแนบแน่นกับจิตเป็นอัตโนมัติด้วยภาวนายปัญญา
ป่วย..แต่กาย   คราวหนึ่งที่ท่านออกวิเวก  ชาวบ้านป่วยเป็นโรคขัดหัวอกล้มตายวันหนึ่ง ๆ จำนวนตั้งแต่  3-8  คน  เพราะหากใครเป็นโรคนี้แล้วจะต้องตายภายใน  2-3  วัน  อย่างแน่นอน  ท่านก็เมตตาสวด  กุสลา  มาติกา  ให้คนตายที่ป่าช้า  ชนิดไม่มีเวลาลุกไปไหน  เพราะเดี๋ยวหามคนตายมาใหม่อีกแล้ว  สักครู่ใหญ่ก็หามมาใหม่อีกแล้วกระทั่ง  จู่ ๆ  ท่านก็มาเป็นโรคเดียวกันนี้เข้าบ้าง
ท่านจึงบอกชาวบ้านเพื่อขอหลบนั่งสมาธิภาวนาต่อสู่กับทุกขเวทนาใหญ่นี้  ด้วยธรรมโอสถ  ด้วยการพิจารณาอริยสัจผล  ปรากฏว่าพิจารณาตกโรคหายเป็นปลิดทิ้งในเที่ยงคืนนั้นเอง
คืนแห่ง..ความสำเร็จ  จากนั้นไม่นานท่านก็มุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์  (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร)  เป็นช่วงพรรษาที่  16  ของท่าน  บนเขาลูกนี้นี่เองของคืนเดือนดับแรม  14  ค่ำ  เดือน  6 (จันทร 15  พฤษภาคม  2493)  เวลา  5  ทุ่มตรง  ท่านได้บรรลุธรรมด้วยความอดทนพากเพียรพยายามอย่างสืบเนื่องตลอดมา  นับแต่วันออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างเต็มเหนี่ยวรวมเวลา 9  ปี
คืนแห่งความสำเร็จระหว่างกิเลสกับธรรมภายในใจของท่าน  จึงตัดสินกันลงได้ด้วยความประจักษ์ใจ  หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องภพชาติ  เรื่องเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  กิเลสตัณหา  อาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้นเอง
ยืนยัน..ชาตินี้ชาติหน้าอดีตชาติมีจริง  สภาวธรรมในใจของท่านขณะนั้นท่านเคยเล่าให้พระภิกษุในวัดป่าบ้านตาดฟังว่า  “เกิดความสลดสังเวชภพชาติแห่งความเป็นมาของตน  และเกิดความอัศจรรย์ ในพระพุทธเจ้า  พระสาวกอรหันต์ที่ท่านหลุดพ้นไปแล้ว  ท่านก็เคยเป็นมาอย่างนี้  เราก็เป็นมาอย่างนี้  แต่คราวนี้เป็นความอัศจรรย์ในวาระสุดท้ายได้ทราบชัดเจนประจักษ์ใจ  เพราะตัวพยานก็มีอยู่ภายในจิตนั้นแล้ว  แต่ก่อนจิตเคยมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับสิ่งใดบัดนี้ไม่มีสิ่งใดจะติดจะพัวพันอีกแล้ว”   อ่านเพิ่มเติม…

5. วัดป่าหนองแซง

dsc028132_185_115
หลวงปู่เสน ปญฺญาธโร

วัดราษฎรสงเคราะห์ หรือวัดป่าหนองแซง  บ้านหนองแซง หมู่ที่ 7 ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี
เส้นทางสู่วัดตามเส้นทางอุดรธานี หนองบัวลำภู ถึงกิโลเมตรที่ 18 เลี้ยวขงาเข้าสู่วัดอีก 1.5 กิโลเมตร  อ่านเพิ่มเติม…

6. วัดโนนสว่าง

capture-20120516-210406_185_115
พระอาจารย์เจริญ ฐานยุตฺโต

วัดโนนสว่าง  เลขที่  300  หมู่ที่  3  ถนนอุดร-กุดหมากไฟ  ต.หมากหญ้า  อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  41360  โทร. 042-285875 อ่านเพิ่มเติม…

7. วัดป่าภูผาแดง

get_auc3_img_185_115
หลวงปู่ลี กุสลธโร

วัดหนองสวรรค์ หรือวัดป่าภูผาแดง ตั้งอยู่บ้านหนองสวรรค์ ตำบลหนองอ้อ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี เป็นวัดที่หลวงปู่ลี กุสลธโร เป็นประธานสงฆ์

หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๕ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีจอ ที่บ้านเก่า ตำบลบ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
เป็นบุตรของนายปุ่น และนางโพธิ์ สาลีเชียงพิณ ท่านมีพี่น้องร่วมอุทร ๙ คน ชาย ๔ คน หญิง ๕ คน
ท่าน เล่าชีวิตในวัยเด็กว่า สมัยเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาทำบุญเหมือนกับชาวบ้านทั่วๆไป อายุได้ ๑๒ปี เรียนจบชั้น ป.๓ พออายุ ๒๐ กว่าปีก็ได้แต่งงานกับนางสาวตี ภรรยาตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาตาย ท่านได้เกิดความสลดใจเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่า การแต่งงานก็มิได้แต่งกันด้วยความรัก แต่งงานกันตามประเพณีที่พ่อแม่บอกให้แต่งเท่านั้น ท่านเองไม่เคยมีคนที่รัก และยังไม่เคยรักหญิงใดเลย ท่านอยู่กินกับภรรยาได้ ๒ ปี ๖เดือน จึงขอออกบวช เพราะได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ที่เดินธุดงค์มาพักยังป่าแถบหมู่บ้านของท่านเก่งนักในการพิจารณาอสุภะ กรรมฐาน พิจารณาเมื่อไหร่ ก็ได้เรื่องได้ราวเมื่อนั้น เห็นผลเป็นที่ประจักษ์เป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของท่าน

ท่านอุปสมบทที่วัด ศรีโพนเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เมือวันที่ ๓๐มกราคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เวลา ๑๖.๑๒ น. โดยมีพระธรรมเจดีย์(จูม พนฺธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความดี”
หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านบวชเณรเมื่อครั้งงานเผาศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
จากนั้นท่านก็ได้ติดตามหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จนกระทั่งมาสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานีหลวงปู่ฯท่านพระลูกศิษย์หลวงตามหาบัว รุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ สำหรับภูมิธรรมของหลวงปู่ฯนั้น เมื่อเร็วๆนี้หลวงตาบัวท่านก็ได้เทศน์ประกาศให้ลูกศิษย์ได้รับรู้รับทราบกันกระจ่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ว่าหลวงปู่ลี ท่านถึงที่สุดแห่งธรรมมานานแล้วนะ แต่ท่านอยู่ของท่านอย่างเงียบๆ รู้กันเฉพาะในวงกรรมฐานเท่านั้น

ต่อ….หลังจากงานประชุมเพลิงหลวงปู่ใหญ่มั่นฯ เสร็จแล้ว องค์ท่านก็ได้มาอยู่สำนักของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่ บ.หนองบัวบานก่อน(ต่อมาบริเวณนี้ได้กลายเป็นวัดป่านิโครธาราม) องค์ท่านเองได้เป็นพระพี่เลี้ยง พระอาจารย์จันทร์เรียน และได้ร่วมวิเวกด้วยกันหลายต่อหลายแห่ง และได้พบกันบ้างเมื่อติดตามหลวงปู่ชอบ ฐานสโมเข้าป่าไป มีเรื่องอภินิหารที่ได้รับฟังจากประสบการณ์ของหลวงพ่อจันทร์เรียน ครั้นที่ ท่านทั้ง 2 อยู่ร่วมกันหลายเรื่อง (แต่ถ้าเล่าไปคงต้องโดนท่านเข่น ภายหลังแน่ ฉนั้นไปสอบถามท่านเองดีกว่า)
หลังจากนั้นองค์หลวงปู่ลี ท่านก็ได้มาอยู่ที่ดอยน้ำจั่น (ใครไปภูสังโฆ คงเห็นป้ายอยู่ ปัจจุบันท่านพระอาจารย์สมหมาย อริโย ศิษย์หลวงปู่ฝั้น ,หลวงปู่ขาว มาอยู่ดูแลแทน และได้ตั้งเป็นวัดดอยน้ำจั่น บ.ห้วยไร่ ต.อุบมุง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี )

สมัยที่หลวงปู่ลี ไปอยู่เกิดเหตุการณ์ถูกรบกวนจากพวกนายหน้าตัดไม้ทำลายป่า เข้ามาก่อกวน ท่านจึงวิเวกมาอยูที่ วัดป่าภูทอง บ.ภูทอง อ.บ้านผือ จ.อุดรฯ (เดิมที หลวงปู่มหาบุญมี สิรินธโร มาสร้างไว้ ก่อนไปอยู่ถ้ำและวัดป่าวังเลิง จ.มหาสารคาม ตามลำดับซึ่งปัจจุบันเจ้าอาวาส วัดป่าภูทอง คือ หลวงปู่คูณ สุเมโธ (ศิษย์ หลวงปู่สิงห์ทอง,หลวงปู่ฝั้น,หลวงตามหาบัว) หลังจากนั้น หลวงปู่ลี ก็ออกมาวิเวก ไปแถบภูลังกาต่อ ที่นี่ หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ (วัดป่าบ้านนาคูณ) เคยมาอยู่ก่อนแล้ว (คนละด้านกับวัดถ้ำยา ของหลวงปู่วัง ฐิติสาโร ศิษย์หลวงปู่ใหญ่มั่น เป็นเจ้าอาวาส)

หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านบวชเณรเมื่อครั้งงานเผาศพหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นท่านก็ได้ติดตามหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน จนกระทั่งมาสร้างวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี หลวงปู่ฯท่านพระลูกศิษย์หลวงตามหาบัว รุ่นแรกๆเลยก็ว่าได้ สำหรับภูมิธรรมของหลวงปู่ฯนั้น เมื่อเร็วๆ นี้หลวงตาบัวท่านก็ได้เทศน์ประกาศให้ลูกศิษย์ได้รับรู้รับทราบกันกระจ่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ว่าหลวงปู่ลี ท่านถึงที่สุดแห่งธรรมมานานแล้วนะ แต่ท่านอยู่ของท่านอย่างเงียบๆ รู้กันเฉพาะในวงกรรมฐานเท่านั้น

ปัจจุบันหลวงปู่ลี องค์ท่านอยู่ที่ วัดหนองสวรรค์(วัดภูผาแดง) ท่านที่จะเข้าไปใส่บาตร กรุณามาเร็วหน่อย จะได้ทัน เพราะแถบหนองวัวซอนี้ วัดท่าน เริ่มฉัน ภัตตาหารเร็วกว่าที่อื่น และ 9 โมงเช้า ท่านก็เข้าพักแล้ว จะพบท่านอีกที ก็ประมาณ เที่ยง ถึง บ่ายสี่โมงเย็น  อ่านเพิ่มเติม…

8. วัดภูสังโฆ

a2237063_185_115
พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต

วัดสังโฆญาณวิสุทธิโสภณ หรือวัดภูสังโฆ ตั้งอยู่บ้านกุดหมากไฟ หมู่ที่ 1 ตำบลกุดหมากไฟ  อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระอาจารย์วันชัย  วิจิตโต เป็นประธานสงฆ์ เดินทางจากจังหวัดอุดรธานี ถึงอำเภอหนองวัวซอ บ้านอูบมุง บ้านกุดหมากไฟ ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร  อ่านเพิ่มเติม…

9. วัดถ้ำสหาย

Luangporjamrian
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร

วัดทับกุง หรือวัดถ้ำสหาย ตั้งอยู่บ้านทับกุง หมู่ที่ 3 ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี มีพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร เป็นเจ้าอาวาส เดินทางตามถนนทางหลวงอุดร – เลย (หรืออุดร-หนองบัวลำภู) แล้วจะเจอแยกเลี้ยวซ้ายทางไป อ.หนองแสงหรือน้ำตกธารงาม เข้าไปเป็นทางราดยาง ก่อนเข้าบ้านโคกลาด จะมีทางแยกด้านขวามือ ป้ายเขียนไว้ว่าทางเข้าภูรินทร์ ถ้ำสหาย เป็นถนนราดยาง ตรงไปจนถึงหมู่บ้านวังทองทาง จากนั้นไปก็จะเป็นทางขึ้นเขาครับผม ถึงสามแยกบ้านผาสิงห์เลี้ยวซ้าย ถึงวัด ระยะทางประมาณ 37 กิโลเมตร แต่หากไปทางอ.หนองวัวซอ หรือทางไปวัดผาแดงหลวงปู่ลี แต่ระยะทางไกลกว่ากันนะครับ

“ช่อฟ้าทัวร์” เล่า
ขออนุญาต พ่อแม่ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะองค์หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร แห่งวัดถ้ำสหาย บ้านผาสิงห์ ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี(ตามหลักฐานของทางราชการ ชื่อวัดทับกุง  ตั้งอยู่บ้านทับกุง หมู่ที่ 3 ต.ทับกุง อ.หนองแสง จ.อุดรธานี  )ไว้ ณ ที่นี้ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ ได้หยิบยกข้อความของ “สหาย นักปฏิวัติภูซาง” เกี่ยวกับ ตำนาน”ถ้ำสหาย” มาประกอบเพื่อจะมองย้อนไปในอดีต ที่บริเวณเขตพิกัดนี้ เป็นป่าทึบ คมนาคมเข้าไม่ถึง นอกจากเดินเท้า ลุจนเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลาย กลุ่มมวลชนปฏิวัติเริ่มกลับสู่เมืองเพื่อประกอบสัมมาชีพอีกครั้ง หลังปี พศ.2524(หรืออาจก่อนหน้า) พระป่ารูปหนึ่่ง แวกป่าหาธุดงค์หาที่สัปปายะ มาพบถ้ำในบริเวณป่าแห่งนี้ ท่านเลือกปักกลดแรมคืน ซึ่งตอนนี้ ท่านเมตตาเล่าให้ฟังว่า(ผิดพลาดคลาดเคลือนประการใด พ่อแม่ครูอาจารย์ อภัยด้วย) “ก่อนจะเข้าฌานสมาธิ ท่านตั้งจิตอธิฐาน ว่า “สถานที่แห่งนี้เหมาะแก่การสร้างวัด ถ้าหากว่าก่อร่างสร้างเป็นวัดแล้ว ก็อยากให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง รุ่งโรจน์ไปในภายภาคหน้า ถ้าเป็นเช่นคำอธิฐาน ขอวันรุ่งขึ้น ให้ได้พบพระผู้ใหญ่ ผู้จะมาเยี่ยมให้เป็นสิริมงคลและกำลังใจด้วยเทอญ” จากนััน ท่านทำสมาธิทั้งคืน”

ช่างอัศจรรย์ ยิ่งนัก เช้าวันรุ่งขึ้น หลังท่านฉันจังหันเสร็จแล้ว ก็นั่งคุยกับโยมอุปฐาก (ผู้เล่าไม่แน่ใจว่า เป็นโยมหรือพระหรือเณร ที่มาแรมคืนด้วย มีโอกาสแล้วจะกราบเรียนถามท่านหลวงปู่จันทร์เรียน อีกที) ระหว่างนั้นท่านได้ยินเสียงแวกป่า เสียงนั้นมุ่งมายังท่าน สักครู่ต้นเสียงนั้นก็ปรากฏในสายตาท่าน…….เป็นพระ….ถึงตอนนี้ ความคิดท่านก็วาบขึ้น ………คำอธิฐานเมื่อคืน โอ้….ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
พระ…ที่ปรากฏกายขึ้นในขณะนี้นั้น องค์ท่านก็คือ “หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดถ้ำภูผาแดง อ.หนองวัวซอ ” นั่นเอง
และนี้คือภูมิหลัง ของ ถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต

วัดถ้ำสหาย เดิมเป็นที่ตั้งทับสมปอง ของ”เขตงานลาติน”ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตงานภูซาง
บริเวณ ด้านหน้าถ้ำจะเป็นเนินใหญ่ มีปล่องแสงจากยอดถ้ำ ทำให้ถ้ำส่องสว่างตลอดทั้งวัน โดยมีน้ำซับใสสะอาดไหลออกมาจากก้นถ้ำ เข้าใจว่าจะไหลลงห้วยสามพาด
เดิมที่ตั้งถ้ำแห่งนี้เรียกว่าทับสมบูรณ์ เหตุที่ได้ชื่อนี้เพราะค่อนข้างจะอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องของอาหารการกิน มีเรื่องเล่าว่าบางวันสามารถหายิงหมูป่าได้ถึง 2 ตัวซ้อน ส่วนปลานั้นก็สามารถจับได้เป็นแกลลอนๆ ส่วนเห็ดบดหรืเห็ดขอนนั้นเวลาเก็บแต่ละครั้งต้องเอาถุงปุ๋ยใส่เพราะมีจำนวน มาก
ถ้ำแห่งนี้เดิมใช้เป็นสถานที่อบรมการเมืองและฝึกอาวุธ หลักสูตร์เร่งรัดให้แก่มวลชนพื้นฐานชายดง และยังใช้เป็นโรงพยาบาลด้วยในบางครั้ง
เมื่อสหายสมปองเสียสละจากการซุ่มโจมตีของศัตรู ก้ได้มีการจัดพิธีไว้อาลัยและได้เก็บอัฐิของสหายสมปองไว้ที่นี่ จากนั้นจึงได้เรียกทับนี้ว่าทับสมปอง
ต่อมาพวกชาวบ้านที่ขึ้นภูมาล่าสัตว์ ได้พบเห็นร่องรอยของสหายที่บริเวณถ้ำนี้มากขึ้น จึงพากันเรียกว่า”ทับสหาย”
จนกระทั่งในปี 2526-2527 มีพระธุดงองค์หนึ่งได้เดินทางมาธุดงในบริเวณป่าแถบนี้ และได้พบอัฐิสหายและสิ่งของที่พวกสหายซุกซ่อนไว้ในถ้ำแห่งนี้ พระธุดงองค์นั้นมีความพอใจจึงได้ปักกรดปฏิบัติธรรม และสวดอุทิศกุศลแล้วจึงนำอัฐิสหายสมปอง มาโรยลงในทางเดินจงกรม และได้ไปขอจดทะเบียนชื่อวัดนี้ว่า”วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิต”ซึ่งแสดงความ หายชัดเจน และเป็นตำนานเล่าขานสืบมาจนทุกวันนี้

ไหว้พระ9วัด จังหวัดอุดรธานี(สายที่2)
สายที่2: วัดโพธิสมภรณ์ ,วัดมัชฌิมาวาส ,วัดบ้านค้อ ,วัดป่านาคูณ ,วัดโพธิ์ชัยศรี ,วัดพระพุทธบาทบัวบก ,วัดนาหลวง ,วัดป่านาคำน้อย และวัดป่าภูก้อน.  http://www.watphothisomphon.com/news/2016/waiphra9wat-udon-2/

แผนที่ไหว้พระ9วัด
จังหวัดอุดรธานี
สายที่ 1

Comming soon…

ที่มา สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุดรธานี

9,552 total views, 9 views today

Facebook Comments
โพสที่เกี่ยวข้อง: